จาก"ลูกพ่อค้า"..ตลาดโบ๊เบ๊ สู่เศรษฐีร้อยล้าน...‘OK 20’

 คนเรามักชอบบ่นว่า “อยากรวย ๆ” แต่คำว่ารวย หมายถึงการมีเงินจำนวนมาก ๆ แล้วเราจะต้องมีเงินมากเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่ารวย ซึ่งการทำธุรกิจถือเป็นหนึ่งหนทางสู่ความรวย โดยเฉพาะนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง วัย 22 ปี อย่าง “นพพล บุญโชคยิ่ง” หรือ “เบนซ์” ฉายา “เศรษฐีน้อยร้อยล้าน” กลายเป็นเศรษฐีตั้งแต่ยังหนุ่มด้วยการเริ่มต้นจากขายของทุกชิ้นในราคา 20 บาท ภายใต้แบรนด์ของตัวเองคือ “OK 20” หลายคนเริ่มสงสัยแล้วว่าขายของชิ้นละ 20 บาท จะกลายเป็นเศรษฐีได้อย่างไร

มาร่วมไขความลับสู่การเป็นเศรษฐีร้อยล้านกับ “นพพล บุญโชคยิ่ง” หรือ “เบนซ์” เจ้าของแบรนด์แฟรนไชส์ “OK 20” อย่างหมดเปลือกว่าจริง ๆ แล้วเบนซ์ก็เริ่มต้นจากศูนย์เหมือนคนอื่น ๆ ทั่วไป เพราะตอนเด็ก ๆ ชีวิตไม่ได้สบายหรือร่ำรวยอะไร เป็นลูกพ่อค้าแม่ค้าขายเสื้อผ้าในตลาดโบ๊เบ๊ แต่บ้านอยู่ฝั่งธนฯจึงต้องตื่นตี 3 ทุกวันเพื่อติดรถกระบะพ่อและแม่ไปขายของที่ตลาดก่อน พอเช้าก็ใช้น้ำขวดล้างหน้าล้างตาแปรงฟันไปโรงเรียน “ตอนเด็ก ๆ จำได้ว่าได้เงินไปโรงเรียนวันละ 20 บาท แต่ด้วยความที่กลัวเงินหาย เวลาใส่กระเป๋ากางเกงก็จะใช้หนังยางรัดไว้อีกที เพราะเงินไม่ได้หามาง่ายๆ สมัยนั้นครอบครัวผมเรียกได้ว่าลำบากมาก แต่เราไม่เคยโกงใครทำธุรกิจอย่างซื่อตรง

 

กระทั่งพ่อเริ่มซึมซับธุรกิจค้าส่งของใช้เบ็ดเตล็ดจนกลายเป็นแหล่งขายแหล่งใหญ่อยู่ที่คลองหลวง กรุงเทพฯ เพื่อให้คนต่างจังหวัดมาซื้อไปขายปลีกต่อ จึงถือเป็นธุรกิจเริ่มแรกของครอบครัว ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีอยู่” แต่พอโตขึ้นธุรกิจของพ่อก็เริ่มโตตามไปด้วย ในช่วงที่อายุประมาณ 16-17 ปี เรียนจบมัธยมปลายและไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย เป็นวัยที่เริ่มเที่ยวและคบเพื่อนจึงโกหกพ่อแม่ เช่น ขอเงินไปจ่ายค่าเทอมแต่ความจริงไม่ใช่กลับเอาไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ และไม่ยอมไปเรียน พอพ่อทราบก็จะคอยสอนว่าให้ดูตัวอย่างลูกคนอื่นว่าเค้าตั้งใจเรียนและทำงานกันจนได้ดีมีรถหรูขับกันหมดแล้ว แต่เราเป็นลูกคนโตของครอบครัว พ่อแม่ทำธุรกิจถ้าลูกไม่สานต่อแล้วใครจะทำ จึงเริ่มคิดได้ว่าถ้าไม่ทำแล้วจะรวยได้อย่างไร เพราะพ่อแม่ไม่ตามใจซื้อของอะไรให้อยู่แล้วถ้าอยากได้ต้องหาเอง

กระทั่งอายุ 18 ปี เริ่มช่วยพ่อด้วยการนั่งเฝ้าร้าน แต่เห็นว่ามีรายได้ดีจึงขโมยเงินพ่อไปเที่ยวตามประสาเด็ก พอโดนจับได้ก็ถูกไล่ออกจากบ้าน ทำให้ต้องมาเช่าคอนโดฯอยู่ ซึ่งเราไม่มีเงินใช้เหมือนอยู่กับพ่อจึงพยายามคิดว่าจะทำอะไรให้ได้เงินมาใช้ง่าย ๆ และเผลอหลงผิดไปเล่นการพนันได้เงินมาใช้บ้าง แต่มันไม่ยั่งยืน การพนันไม่ได้ทำให้ใครรวยมันมีได้มีเสีย ประกอบกับเวลาผ่านมา 2 ปี พ่อหายโกรธจึงตามตัวกลับบ้าน และให้มานั่งเฝ้าร้านอีก แต่รู้สึกว่าตัวเองโตแล้วไม่มีความคิดที่จะขโมยเงินอีก ระหว่างนั่งเฝ้าร้านสังเกตว่ามีลูกค้าหน้าเดิม ๆ มาซื้อของเป็นประจำ จึงสอบถามลูกค้าว่า “ทำไมมาซื้อของที่ร้านทุกวันเลยขายดีเหรอ?” กลับโดนตอกกลับมาว่า “ถ้าขายไม่ดีจะมาซื้อของที่ร้านนี้ทำไมล่ะ?” ถือเป็นคำด่าที่จุดประกายความคิดว่าถ้าวันหนึ่งลูกค้าขายของไม่ดีและไม่กลับมาอีกก็จะทำให้เราขายไม่ดีไปด้วย ฉะนั้นจะนั่งอยู่เฉย ๆ แบบนี้ไม่ได้ และคิดว่าในเมื่อขายปลีกดีแล้วทำไมเรามีของอยู่ในมือ มีลูกน้องเต็มไปหมด ทำไมไม่ขายปลีกบ้าง จึงปรึกษาพ่อกับแม่และพากันไปดูทำเลที่มหาชัย

จากนั้นเปิดร้านขายปลีกสาขาแรกที่นั่น โดยเริ่มจากการตกแต่งร้านและเอาของที่ร้านมาลง ถามว่ากลัวเจ๊งไหม ตอบเลยว่าไม่เคยคิด เพราะไม่ได้ลงทุนอะไรมากของมีอยู่แล้วถ้าเจ๊งก็ขนของกลับร้านและไปขายส่งเหมือนเดิม จากธุรกิจค้าส่งของที่บ้านก็ขยายมาทำเป็นธุรกิจค้าปลีกเองในแบรนด์ “OK 20” ที่ตั้งชื่อนี้เพราะรู้สึกว่าเวลาเดินเข้าไปในร้านเห็นสินค้าทุกชิ้นราคา 20 บาท คุณภาพมันโอเคมาก ราคาก็โอเค จึงสื่อความหมายได้ดี โดยวันแรกที่เปิดสาขาแรกขายไม่ทันเลย คนแห่มาซื้อเยอะมาก คงเป็นเพราะทำเลดีด้วย

วันแรกขายของได้เงิน 100,000 กว่าบาท ขายดีจนที่เก็บเงินไม่พอต้องเอาตะกร้าไปใส่เงิน ทำให้เดือนแรกขายของได้เงินเป็นล้าน จากที่เราลงทุนตกแต่งร้านไปประมาณ 1 แสนบาทรวมค่าเช่าห้อง ประมาณ 2 แสนบาท และเอาของที่ร้านมาลงเอง ก็คืนทุนหมดเลยภายในระยะเวลาไม่ถึงเดือน จากนั้นอีก 4-5 เดือนต่อมาก็ไปหาทำเลอื่นๆ ที่มีชุมชนเยอะ ๆ และขยายสาขาอีก 4 สาขา เป็นของเราหมด ประกอบกับเป็นคนชอบอ่านหนังสือ จึงสนใจทำธุรกิจแฟรนไชส์และจ้างทำโฆษณาลงหนังสือว่าใครสนใจอยากเปิดร้านขายของให้โทรฯมาหา จนถึงวันนี้มีคนโทรฯมาเรื่อยๆ ปัจจุบันมีแฟรนไชส์ 300 สาขาแล้วทั่วประเทศไทย

เชื่อว่าที่มาถึงจุดนี้ได้เพราะลูกค้ามั่นใจในแบรนด์ของเรา คือสินค้ามีคุณภาพ เนื่องจากไปคัดเลือกสินค้าเองและเป็นร้าน 20 บาทแท้ ซึ่งร้านขายของราคา 20 บาทจะมีแท้กับเทียม เพราะเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเคยเข้าไปในร้านขายสินค้าราคาเดียว แต่พอเข้าไปซื้อจริง ๆ กลับเจอราคา 25, 29,49 ทำให้ลูกค้าเสียความรู้สึก แต่ร้าน OK 20 มีราคาเดียวคือ 20 บาท เพราะขายง่าย คนซื้อก็ซื้อง่าย ซึ่งสินค้าทุกชิ้นจะได้กำไรไม่เท่ากัน เวลาขายส่งร้านแฟรนไชส์เราขายให้ราคาไม่ถึง 20 บาทอยู่แล้ว อาจจะขายประมาณ 10-15 บาท ที่เหลือให้ลูกค้าได้กำไรไป ซึ่งทุก 100 บาท ลูกค้าจะได้กำไร 25 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว คิดง่าย ๆ ว่าถ้าวันหนึ่งขายได้ 10,000 บาท ลูกค้าได้กำไรวันละ 2,500 บาท

 

สินค้าที่เห็นในร้านมีประมาณ 5,000 รายการ แบ่งเป็นหมวด ๆ ได้แก่ เครื่องเขียน เครื่องครัว เครื่องมือช่าง เครื่องแก้ว เครื่องใช้ในห้องน้ำ พลาสติก โอทอป ของเล่น และสินค้าลิขสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายที่ถือเป็นไฮไลต์ของร้านเลย เนื่องจากเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวในประเทศไทยที่ขายสินค้าลิขสิทธิ์ในราคา 20 บาท ได้แก่ มิกกี้เมาส์ เบ็นเท็น ซาริโอ้ ซึ่งเรามีใบรับประกันด้วย ลูกค้าที่ซื้อไปขายต่อไม่ต้องกลัวว่าจะโดนจับ ส่วนสินค้าส่วนมากรับมาจากประเทศจีน อินโดนีเซีย เกาหลี ญี่ปุ่น และไทย โดยเฉพาะสินค้าของไทยต้องเป็นสินค้าโอทอปที่เราไปคัดเลือกเองกับมือ ถึงได้กล้าพูดว่าสินค้ามีคุณภาพอันดับหนึ่ง อีกอย่างถือว่าได้ช่วยพี่น้องคนไทยด้วย

จุดที่ทำให้รู้ว่าเรารวยแล้วคือปกติตอนเด็ก ๆ จะใช้เงินเก่งมาก จนกระทั่งวันนี้มันถึงเวลาที่เราใช้เงินไม่ทันกับจำนวนเงินที่ไหลเข้ามา หรือพูดง่าย ๆ คือเงินเยอะมากจนใช้ไม่ทัน ทำให้ต้องเริ่มเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในการใช้เงินใหม่ คือเปลี่ยนเอาไปซื้อพวกอสังหาริมทรัพย์ และรถยนต์ แต่รถยนต์เป็นสินค้าสิ้นเปลือง ทุกวันนี้รู้แล้วว่าใช้แบบธรรมดาก็พอแล้ว สำหรับคู่แข่งมีผุดขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่รู้สึกกังวล เพราะทุกธุรกิจย่อมต้องพัฒนาตัวเองให้อยู่ได้ ถือว่าเป็นข้อดีที่มีคู่แข่ง เพราะจะได้แอ๊คทีฟตัวเองตลอดเวลาว่าจะทำอย่างไรให้แบรนด์เราดีกว่าคู่แข่งและทำอย่างไรให้มันแตกต่าง ทุกก้าวมันคือความฝันของผม อย่างเช่นปีนี้ได้กำไร 100 ล้าน ปีหน้าต้องได้ 200 ล้าน และปีต่อไปต้องได้ 300 ล้าน

เพราะในอนาคตวางเป้าหมายไว้ว่าจะขยายสาขาให้ได้ประมาณ 1,000 สาขา ซึ่งในประเทศไทยมีตำบลทั้งหมด 8,000 กว่าตำบล ถ้าสามารถขยายได้ตำบลละ1 สาขา ก็เท่ากับว่าเราขยายสาขาได้ 8,000 สาขา แต่เป้าหมายที่วางไว้คืออำเภอละ 1 สาขา ก็จะได้ประมาณ 800-900 สาขา เชื่อว่าสิ่งที่ทำให้เรามาถึงวันนี้เพราะมีคาถาดี 3 ข้อ เป็นคำสอนของคุณพ่อ คือซื่อสัตย์ ประหยัด อดทน ถ้ามีคาถานี้ยังไงก็ไม่จน

สุดท้ายอยากฝากไว้ว่าสำหรับใครที่อายุเท่าเบนซ์ให้มองว่าตอนนี้เรียนอะไรอยู่ อาจจะทำงานในสายที่เรียนมา หรือกลับไปดูว่าที่บ้านทำธุรกิจอะไร และสามารถเอาธุรกิจนั้นมาประยุกต์ให้เข้ากับสถานการณ์บ้านเมืองอย่างไรให้ไปได้ในอนาคต อีกส่วนคือคนที่ทำธุรกิจแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ถ้าคุณมีคำว่าท้อคุณแพ้ทันที เพราะทุกวันนี้เราก็ไม่ได้ทำธุรกิจเดียว มีทำธุรกิจอื่นด้วยและมีบ้างที่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ไม่ท้อแค่ถอยออกมาเพราะธุรกิจนั้นมันอาจไม่เหมาะกับเราและลองหาอย่างอื่นทำ เพราะถ้าท้อและหยุดคือจบไม่สามารถไปต่อได้อีก ดังนั้นใครที่ชอบบ่นว่าอยากรวย ๆ มันคงไม่ใช่แค่ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ อีกต่อไป เพราะความรวยมันมีอยู่จริง เพียงแค่เราเริ่มต้นลงมือทำ หากไม่สมหวังก็อย่าท้อและหยุด ให้ลองหาสิ่งที่คิดว่าใช่ไปเรื่อย ๆ แล้วจะประสบความสำเร็จเองเหมือนหนุ่มเบนซ์ ไอดอลหรือแรงบันดาลใจของใครหลาย ๆ คนในขณะนี้...

สนใจเกี่ยวกับสินค้าเพิ่มเติม หรือธุรกิจแฟรนไชส์ กรุณาติดต่อ
คุณนพพล บุญโชคยิ่ง (เบนซ์)

ตลาดไท รังสิต อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

เบอร์ติดต่อ : 084-897-5555