ความเป็นมาของแฟรนไชส์

 

     

เกิดจากการสร้างรางรถไฟ

ระบบแฟรนไชส์ที่เรย์ คอกซ์ แห่งแมคโดนัลด์ บิดาของระบบนี้ได้ปฏิวัติใหม่มีชื่อเสียงโด่งดังนั้น ที่จริงแล้วรูปแบบของแฟรนไชส์ได้เริ่มมาก่อนหน้านี้ เริ่มมาจากบริษัททำรางรถไฟ และบริษัทสาธารณูปโภคที่พยายามหาทางเร่งการเติบโตของบริษัท โดยการขายสิทธิที่ได้รับสัมปทานรวมทั้งขายชื่อของกิจการและขายระบบการทำงานของตัวเองให้ผู้อื่น ด้วยวิธีนี้เองเกิดผลดีเกินคาด หน่วยงานแห่งใหม่ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ กันนี้ ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากเมืองหนึ่งสู่อีกเมืองหนึ่ง อย่างไรก็ตามระบบแฟรนไชส์เริ่มมีเค้าโครงที่ชัดเจนมาระดับหนึ่ง โดยบริษัทขายจักร คือ ซิงเกอร์ในปี 1850 ซิงเกอร์นั้นเป็นผู้ให้ความรู้ระบบการค้าปลีกแก่ร้านค้าลูกข่ายเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นต้นแบบเสมือนเป็นแฟรนไชซอร์ ซิงเกอร์นั้นใช้วิธีสร้างเครือข่ายการขายปลีกด้วยระบบพนักงานและการเป็นดีลเลอร์ ซึ่งกลุ่มที่เป็นเครือข่ายเหล่านี้จะต้องจ่ายค่าสิทธิ ในการเป็นผู้จัดจำหน่ายในระดับภูมิภาค และถึงแม้ว่าการจัดการในระบบของซิงเกอร์จะไม่สมบูรณ์ และไม่ประสบความสำเร็จนัก หลังจาก 10 ปี การดำเนินงานรูปแบบนี้ขาดความต่อเนื่อง แต่ก็นับได้ว่าซิงเกอร์ ก็คือ ผู้หว่านเมล็ดพันธุ์ของระบบแฟรนไชส์ ให้กับผู้สร้างระบบแฟรนไชส์ และมีการนำวิธีต้นแบบนี้ไปใช้จนกลายเป็นสิ่งที่ยอมรับกันทั่วโลกในที่สุด

Product Franchise

      อุตสาหกรรมรถยนต์ ปั๊มน้ำมัน และผู้ผลิตเครื่องดื่ม คือ เป๊ปซี่ และโคคา โคล่า คือผู้ที่จูนระบบของแฟรนไชส์มาปรับใช้ในช่วงระหว่างท้ายของทศวรรษที่ 1800 จนถึงต้นศตวรรษที่19 อันเนื่องมาจากการขาดแคลนช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าของพวกเขา บริษัทเหล่านี้ไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อทรัพย์สิน สร้างโรงงานหรือลงทุนเปิดร้านค้าจำนวนมากเพื่อเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้า หรือลงทุนจ้างผู้จัดการ เสมียน และพนักงาน อย่างเช่นในกรณีของอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ระบบการขนส่งทางไกลนั้นทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สุรุ่ยสุร่ายเกินไป ดังนั้นแทนที่จะส่งสินค้าไปสต็อกไว้ก็เกิดการใช้วิธีขายแฟรนไชส์ให้ใครก็ตาม ที่จะสามารถรับผิดชอบการดำเนินงาน รวมทั้งสามารถคิดวิธีการการกระจายสินค้าได้

      วิธีการขยายธุรกิจปั๊มน้ำมัน และเครื่องดื่มบรรจุขวดที่เราเรียกว่า Product Franchise ที่ให้สิทธิการผลิตและตราสินค้าเพียงรายเดียว ในการขายผลิตภัณฑ์นั้นๆ ในอาณาเขตที่ระบุ ซึ่งวิธีนี้ได้รับความสำเร็จมากจนทำให้บรรยากาศ ของระบบแฟรนไชส์โดดเด่นขึ้น แต่วิธีการให้สิทธิตัวผลิตภัณฑ์ (Product Franchise) นี้ ก็เริ่มเสื่อมถอยลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีการเติบโตของระบบแฟรนไชส์ได้นิยมเข้ามาแทนที่ที่เรียกกันว่า Business Format Franchise หรือแฟรนไชส์เต็มรูปแบบ

บูมจากแฟรนไชส์ อาหาร     

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ร้านค้าปลีกก็ค่อยๆยกระดับธุรกิจ จากการพัฒนาตัวสินค้าเข้ามาพัฒนาด้านบริการ เมื่อคนชั้นกลางของอเมริกามีการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานสู่ชานเมืองกันมากขึ้น การซื้อของในรูปแบบขับรถเข้าไปซื้อ (Drive-in) อย่างรีบด่วน และนำออกไปทานนอกร้านเป็นรูปแบบที่มีมากขึ้น ซึ่งสาขาที่หน้าตาเหมือนๆกันนั้นเป็นร้านที่เปิดขึ้นในภูมิภาคต่างๆ ที่เรียกว่า Mini-Chains กิจการในรูปแบบนี้ยุคนั้นก็คือ A&W และเทสตี้ ฟรีซ (Tastee Freez) ที่กลายเป็นที่นิยมกันข้ามประเทศ ซึ่งเป็นจุดต่อของรูปแบบแฟรนไชส์ อย่างเต็มรูปแบบ (Format Franchising) ในยุค ค.ศ.1950 เชื่อมมาสู่อีกยุคหนึ่ง โดยแมคโดนัลด์ เบอเกอร์คิงส์ ดันกิ้นโดนัท เคเอฟซี และฟาสท์ฟู้ดอื่นๆ เกิดแฟรนไชส์ระดับชาติในช่วงเวลาดังกล่าว ระบบแฟรนไชส์ได้ผ่านช่วงของความยากลำบาก แต่ก็เป็นช่วงเวลาของการปฏิวัติที่สำคัญยิ่ง

การให้สิทธิหรือ อนุญาตกระจายสินค้า (Distribute) หรือให้สิทธิ์ในการขายสินค้าได้ถูกแทนที่ด้วยการเติบโตของฟาสท์ฟู้ดในระบบแฟรนไชส์ต่อมาขยายไปสู่ธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่อาหาร เช่น โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ Midas Mufflers ธุรกิจบริการเกี่ยวกับรถยนต์ และ H&R Block ธุรกิจบริการเกี่ยวกับการเสียภาษี ที่แสดงความแตกต่างจากแฟรนไชส์ในรูปแบบเก่า ที่แฟรนไชซอร์ได้ขายสิทธิที่ประยุกต์ สู่การขายทั้งคอนเซ็ปท์ธุรกิจที่ให้สิทธิตั้งแต่รูปแบบสัญลักษณ์ โลโก้ การโฆษณา รูปแบบเอกสารต่างๆ (เช่นเอกสารบัญชี) รูปแบบการแต่งกาย ซึ่งผู้ที่ได้รับสิทธิส่วนใหญ่จะไม่มีความรู้ทางธุรกิจด้านนั้นๆ มาก่อนเลย และถึงแม้ว่าแฟรนไชซอร์บางรายจะยังคงต้องการให้แฟรนไชซี่ ซื้อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์บางอย่างจากบริษัทแม่ก็ตาม แต่รายได้หลักของแฟรนไชซอร์รุ่นใหม่เหล่านั้นจะมาจากการขายระบบธุรกิจทั้งคอนเซ็ปท์ที่พวกเขาได้พิสูจน์ความสำเร็จมาแล้ว

Ray Kroc บิดาของระบบแฟรนไชส์

         บรรยากาศแฟรนไชส์ได้ถูกเติมพลังอย่างรวดเร็วเมื่อ เรย์ เอ คร็อก ได้นำแมคโดนัลด์ เข้ามาในกลางปี 1950 โดยการสังเกตรูปแบบฟาสท์ฟู้ด แฟรนไชส์ในระหว่างที่เขาเดินทางไปเมืองต่างๆ

             ช่วงที่เขาเป็น เซลส์แมน คร็อกนั้นได้เข้าถึงระบบแฟรนไชส์ และมองเห็นจุดอ่อน และจุดแข็ง ของระบบนี้ เขาใช้มันมาทำการสร้างแมคโดนัลด์ จากการใช้แฟรนไชส์อย่างเต็มรูปแบบ (Business Format Franchise) นี้เอง เขาประสบความสำเร็จอย่างสูงในการสร้างธุรกิจเล็กๆ ให้เป็นธุรกิจขนาดมหึมาที่หลุดจากการเป็นเพียงภัตตาคารแฮมเบอร์เกอร์ คร็อกนั้นคือผู้ที่มีผลกระทบต่อการตื่นตัวที่ยิ่งใหญ่ ที่ทำให้ผู้คน และบริษัททั้งหลายได้คิดถึงการขยายธุรกิจด้วยวิธีแบบเขา

           ในขณะที่มหาชนได้เห็น และยอมรับว่า เรย์ คร็อก คือราชาแห่งแฮมเบอร์เกอร์ และเป็นแฟรนไชซอร์ที่ไม่ธรรมดาเลย เหนืออื่นใดยิ่งไปกว่านั้น เรย์ คร็อก ไม่ใช่คนที่ประดิษฐ์แฮมเบอร์เกอร์ แมคโดนัลด์(เจ้าของที่คิดสูตรอาหาร เป็น 2 พี่น้อง ตระกูลแมคโดนัลด์) เขาไม่ใช่คนสร้างร้านฟาสท์ฟู้ด ไม่ใช่ผู้คิดระบบแฟรนไชส์ แต่เขาก็คือ ผู้ที่ทำให้มันดีขึ้น สู่การยกระดับที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน แล้วหลังจากนั้นเขาก็ขายมันทั้งคอนเซ็ปท์ จากร้านแฮมเบอร์เกอร์ 1 แห่ง ที่ตั้งอยู่กับที่ สู่ผู้ที่เรียกว่าแฟรนไชซี่ และเกิดขึ้นตลอดทั่วทั้งอเมริกา คร็อก คือผู้ประยุกต์ระบบแฟรนไชส์เขาเปรียบเสมือนกับนักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่ของอเมริกาก่อนหน้านี้ก็คือ เฮนรี่ ฟอร์ด ผู้ที่ประยุกต์การผลิตรถยนต์ อันเป็นสาเหตุเดียวกันที่บุคคลทั้ง 2 กลายเป็นผู้ที่ถูกกล่าวขานถึงความสำเร็จที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของอเมริกา

ปีแห่งการบูมสุดขีดของแฟรนไชส์

          สัญญาณการบูมสุดขีดของแฟรนไชส์มาถึงเมื่อช่วงเดือนเมษายน วันที่ 15 ปี 1965 ที่แมคโดนัลด์ได้เข้าไประดมทุนในตลาดหุ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งราคาหุ้นของแมคโดนัลด์ขึ้นอย่างพรวดพราดอย่างน้อยที่สุด เพิ่มเป็น 2 เท่าตัว  ในทุกๆเดือนทีเดียว และก็เป็นอย่างนั้นไปอย่างต่อเนื่อง และในไม่ช้าก็มีหุ้นแฟรนไชส์ของโรงแรมฮอลิเดย์อินน์ KFC และแฟรนไชส์อื่นๆ เข้ามาขายในตลาดหลักทรัพย์อีก ระบบแฟรนไชส์ นำร่องโดย กลุ่มฟาสท์ฟู้ด และได้ฝังรากลึกลงไปในวิถีชีวิต และเส้นทางธุรกิจของอเมริกัน หลังจากนั้นมีแฟรนไชส์ใหม่กระโดดขึ้นมา แต่ก็บ่อยเหมือนกันที่ต้องตายลงไปในช่วงเวลาเพียงข้ามคืน แต่ก็มีแฟรนไชส์ใหม่ที่ประสบความสำเร็จในหมวดของธุรกิจบริการด้านสุขภาพ อาหารใหม่ๆ เช่น พิซซ่าฮัท และอาหารเม็กซิกัน เป็นต้น

          แต่เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ท่ามกลางการขยายสาขาอย่างแข็งแกร่งและรวดเร็วช่วงท้ายทศวรรษ 1960 และต้นทศวรรษ 1970 การได้เปรียบของระบบแฟรนไชส์ย่อมไม่เกิดในการบริหารที่ผิดพลาด อย่างเช่น เบอร์เกอร์เชฟ ที่มีตัวเลขขยายตัวอย่างรวดเร็วตามมาติดๆกัน กับแมคโดนัลด์ แต่ในที่สุดบริษัทนี้ไม่เพียงแต่ต้องดึงแผนการขยายตัวเองไว้ก่อนเท่านั้น แต่เขายังเริ่มสูญเสียแฟรนไชส์ไปเรื่อยๆ และในเวลาเดียวกัน บริษัทแม่ก็ไม่ต้องการขาดทุนลดลง และสูญเสียสาขาหนักลงไปอีก ฉะนั้นกลางๆทศวรรษที่ 1970 นั้นเอง เบอเกอร์เชฟ ก็ลดสาขาลงเหลือน้อยกว่า 300 สาขา จากที่เคยมีถึง 1,200 และยังมีแฟรนไชส์รายอื่นๆ ที่เข้ารูปรอยเดียวกันที่เกิดจากการขาดความแข็งแกร่ง ในรูปแบบการดำเนินธุรกิจ และมีความละโมภ มีแฟรนไชส์อื่นๆ ที่ขายแฟรนไชส์อย่างหนัก โดยการใช้ประโยชน์ จากชื่อดังของธุรกิจตัวเอง แต่ปราศจากการเตรียมการสนับสนุน ให้กับแฟรนไชซี่

ขยายแฟรนไชส์ ทั่วโลก                        

การบูมของแฟรนไชส์ ยังคงต่อเนื่องมาอีกทศวรรษ ต่อมาคือทศวรรษ 1980 ธุรกิจแฟรนไชส์ได้รับความนิยมในกลุ่มที่แตกต่างไปจากเดิมที่มีตั้งแต่ศูนย์ถ่ายน้ำมันเครื่อง ตัวแทนจัดหางาน บริการที่เกี่ยวกับรถยนต์ เช่น ทำเบรค เกียร์ คลัตซ์ กันสนิม รถเช่า อาหารนานาชาติ เช่น พิซซ่า อาหารอิตาลี และอาหาร แมกซิกัน

                         ส่วนแฟรนไชส์ที่ขายบริการก็มีตั้งแต่ งานพิมพ์ บริษัทจัดจ้างพนักงานชั่วคราว รวมไปถึงร้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งงานให้บริการเหล่านี้ได้รับความนิยมมากในเมือง และชานเมือง และเริ่มขบวนการขยายตัวอย่างเข้มข้นสู่มหานครใหญ่ๆ นอกประเทศ